null

0

9 ภาษีที่ต้องรู้ก่อนเริ่มต้นธุรกิจ

9 ภาษีที่ต้องรู้ก่อนเริ่มต้นธุรกิจ


2019-08-21 15:00:10

เมื่อเริ่มต้นธุรกิจนั้น หลายคนคงจะกังวลกับการขยายธุรกิจ หาลูกค้าอย่างไร นำเงินทุนที่ไหนมาหมุนเวียนใช้ภายในกิจการ แต่มีสิ่งที่จำเป็นอีกอย่างนึงที่ผู้ประกอบการมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญ และพยายามหลีกหนีมันด้วยซ้ำ นั่นก็คือ “ภาษี”


       อย่างที่เค้าพูดกัน มีอยู่สองอย่างในโลกที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือ “ความตาย” และ “ภาษี”ภาษีโดยหลักการก็คือเงินที่รัฐเรียกเก็บจากคนในรัฐ เพื่อนำมาใช้พัฒนารัฐ และให้บริการแก่สมาชิกของรัฐหรือก็คือประชาชนในฐานะที่เราเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ประกอบธุรกิจในรัฐ เราก็ต้องเสียภาษี (จะมาก จะน้อย จะเกิน จะขาดก็ขอให้เสียแล้วกันครับ ปลอดภัยกว่า) แต่ภาษีนั้นก็มีมากมายซะเหลือเกิน แล้วเราจะต้องรู้ภาษีอะไรบ้างหากเริ่มต้นธุรกิจ

9 ภาษีที่ต้องรู้ก่อนเริ่มต้นธุรกิจ

1-3     เป็นภาษีของสรรพากรพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องเจอ

4        เป็นภาษีของสรรพากรที่มีในบางธุรกิจเท่านั้น

5        เป็นภาษีของกรมสรรพสามิต ไม่ใช่สรรพากร

6-8     เป็นภาษีที่มีลักษณะเป็นภาษีท้องถิ่นซึ่งต้องเสียในกับท้องที่

          นั้นๆ ไม่ใช่สรรพากร

9        อากรแสตมป์ (เพิ่มเติมโดยอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์) 

1. ภาษีเงินได้

       ภาษีเงินได้ก็ตามชื่อเลยครับ เก็บจากคนที่มีรายได้ แบ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ตามชื่ออีกนั่นแหละครับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเก็บจากบุคคลธรรมดา ถ้าคุณประกอบธุรกิจโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล คุณต้องเสียภาษีแบบบุคคลธรรมดา ซึ่งสำหรับคนทำธุรกิจนั้น จะต้องยื่นภาษี 2 ครั้งในแต่ละปี คือภาษีครึ่งปีโดยใช้ ภ.ง.ด. 94 และภาษีเงินได้ประจำปีโดยใช้ ภ.ง.ด.90 ซึ่งจะต่างจากคนที่เป็นพนักงานเงินเดือนที่มีรายได้ทางเดียว (จากเงินเดือน) ซึ่งจะยื่นครั้งเดียวเป็นภาษีเงินได้ประจำปีโดยใช้ ภ.ง.ด.91 แทน

       สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ภาษีที่คุณต้องเสียก็คือภาษีเงินได้นิติบุคคล ในปีนึงๆเราต้องยื่น 2 ครั้ง คือภาษีเงินได้ครึ่งปีโดยใช้ ภ.ง.ด. 51 และภาษีเงินได้ประจำปีโดยใช้ ภ.ง.ด.50

       สำหรับรายละเอียดของภาษีแต่ละประเภท หรือการคำนวณการลดหย่อนภาษี การบริหารภาษีจะยังไม่กล่าวถึงในบทความนี้นะครับ

2. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

      ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็ความหมายตามชื่อของมัน คือจะ “หัก ณ ที่จ่าย” ถ้ามีการจ่ายเงินเกิดขึ้น ผู้จ่ายเงินตามเงื่อนไขก็ต้องหัก เงินจำนวนหนึ่งไว้เพื่อนำส่งภาษีให้รัฐแทนผู้รับเงิน หลักการของภาษีนี้ก็คือเพื่อลดภาระภาษีตอนปลายปีของผู้มีเงินได้ เพราะ เป็นการทยอยๆเสียภาษีทีละนิดๆ ตามครั้งที่รับเงิน ดีกว่าที่จะมาเจอต้องเสียภาษีเป็นเงินก้อนใหญ่ที่เดียว (อีกเหตุผลนึงก็คือสรรพากรต้องการเพิ่มโอกาสที่จะได้รับเงินภาษีเพิ่ม เพราะว่าหลายคนมักไม่ค่อยกล้าขอคืนภาษีกันซักเท่าไหร่)


อัตราภาษีที่ต้องหักนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับคุณจ่ายให้ใคร และจ่ายค่าอะไร เราจะยังไม่ลงรายละเอียด แต่รู้ไว้แล้วกันว่าเมื่อคุณต้องจ่ายเงินให้กับคนอื่นทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล คุณต้องหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งสรรพากรด้วย และในทางกลับกันคุณจะไม่ได้รับเงินเต็มจากลูกค้าของคุณ เพราะเค้าก็ต้องหักเงินคุณแล้วนำส่งให้สรรพากร

เงินส่วนที่คุณหักไป หรือลูกค้าหักคุณ จะถูกแทนที่ด้วยกระดาษที่เรียกว่า “หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย” ซึ่งผู้ถูกหัก ณ ที่จ่ายสามารถนำไปขอคืนจากรัฐตอนสิ้นปี หรือไปลดภาระภาษีได้

       ภาษีที่คุณต้องนำส่งนั้น แบ่งเป็นหลายประเภท ถ้าคุณจ่ายเงินให้กับบุคคลธรรมดา ภาษีที่คุณต้องหัก และนำส่งให้รัฐอาจจะเป็น ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.2, ภ.ง.ด.3 ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจ่ายเงินค่าอะไร หรือถ้าคุณจ่ายเงินในนิติบุคคลภาษีที่คุณต้องหัก และนำส่งให้รัฐอาจจะเป็น ภ.ง.ด.53, ภ.ง.ด.54 ก็ได้ รายละเอียดไว้ดูกันในบทความต่อๆไป

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

       ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่รู้จักกันในนาม VAT ก็คือภาษีที่เก็บเพิ่มจากราคาสินค้าหรือบริการที่คิดกับลูกค้าถ้าคุณจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (เรียกอีกอย่างว่าผู้ที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม) คุณมีหน้าที่ที่จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มไปในค่าสินค้า/บริการ โดยภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาขายนี้เรียกว่า “ภาษีขาย” ซึ่งตอนนี้เราใช้อัตรา 7%

และหากคุณไปซื้อสินค้า/บริการที่ผู้ขายมีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายไปในราคาซื้อนี้เรียกว่า “ภาษีซื้อ”

ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มต้องนำส่งให้กับสรรพากรภายในเวลาที่กำหนด (เช่น 15 วันของเดือนถัดไป หรือ + 8 วันหากยื่นออนไลน์) โดยคำนวณจากยอดภาษีขาย หักออกด้วยยอดภาษีซื้อ

ถ้าภาษีขาย มากกว่า ภาษีซื้อ คุณก็ต้องจ่ายให้สรรพากรในส่วนที่ยังขาดอยู่แต่ถ้าคุณมีภาษีซื้อ มากกว่า ภาษีขาย คุณต้องสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มนี้จากสรรพากรได้ หรือเก็บไว้ขอคืนหรือหักกลบในเดือนต่อๆไปก็ได้

      สำหรับการยื่นภาษีซื้อนี้ มี 2 แบบฟอร์ม ก็คือ ภ.พ.30 (สำหรับการซื้อขายกับผู้ประกอบการในไทย) และ ภ.พ.36 (สำหรับการซื้อขายกับผู้ประกอบการในต่างประเทศ เช่น ค่าเช่าเซอร์เวอร์ต่างประเทศ ค่าบริการซอฟท์แวร์จากต่างประเทศ)

4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

      ภาษีธุรกิจเฉพาะ ธุรกิจโดยทั่วไปมักจะไม่ค่อยได้ยุ่งกันซักเท่าไหร่ เพราะตามชื่อมันเลยคือบังคับใช้กับธุรกิจบางธุรกิจเท่านั้น โดยทั่วไปก็เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การธนาคาร หรือโรงรับจำนำ แต่บางครั้งธุรกิจธรรมดาๆทั่วๆไปก็ต้องเสียภาษีตรงนี้ด้วย จากบัญชีลี้ลับที่มีชื่อว่า “เงินให้กู้ยืมกรรมการ” ทำให้เราต้องมีการคิดดอกเบี้ยจากกรรมการและจะกลายเป็นธุรกรรมที่เข้าค่ายการทำธุรกิจเยี่ยงธนาคาร (คือการปล่อยกู้)

       สำหรับการยื่นภาษีธุรกิจเฉพาะนี้ เราจะใช้ ภ.ธ.40 ในการยื่นภาษี และต้องยื่นภาษีภายใน 15 วันของเดือนถัดไป (หรือ + 8 วันหากยื่นออนไลน์)

5. ภาษีสรรพสามิต

       ภาษีสรรพสามิตหรือภาษีบาป เรียกเก็บจากการขายสินค้า/บริการบางประเภทที่มีส่วนทำลายสังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เช่น บุหรี่ เหล้า ไพ่ น้ำมัน เชื่อเพลิงต่างๆ อาบอบนวด รถยนต์ยานพาหนะ เป็นต้น หรือสินค้า/บริการที่มีลักษณะเป็นการฟุ่มเฟือย เช่น น้ำหอม สนามกอล์ฟ พรมขนสัตว์ เป็นต้น และต้องแจ้งงบรายเดือนให้กับสรรพสามิตพื้นที่ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

6. ภาษีบำรุงท้องที่

       ภาษีบำรุงท้องที่ หมายถึง ภาษีที่เก็บจากเจ้าของที่ดิน ไม่ว่าจะเป็น บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ไม่อยู่ข่ายที่ได้รับการยกเว้นภาษี (เช่น อาคารพาณิชย์ ที่รกร้าง) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องนําเงินมาชําระค่าภาษีในเดือนเมษายนของทุกปีที่กองคลังของเทศบาลที่ที่ดินตั้งอยู่ ตามอัตราที่แต่ละท้องที่กำหนด โดยต้องยื่นครั้งแรกในเดือนมกราคมของปีนั้นๆโดย 4 ปีจะชำระครั้งนึง หรือถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของหรือการใช้ประโยชน์ก็ต้องชำระภายใน 30 วันที่มีการเปลี่ยนแปลง ชำระที่สำนักงานเขต หรืออำเภอที่ตั้งอยู่

7. ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

       ในกรณีที่ท่านมีอาคาร หรือที่ดินเพื่อเช่า และมีรายได้จากการเช่า ท่านจะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวน 12.5% ต่อปีของค่ารายปี (ค่าเช่าที่คิดทั้งปี เช่น ถ้าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ค่ารายปีคือ 5,000×12 = 60,000 บาท จะเสียภาษี 12.5% = 7,500 บาท) โดยชำระที่สำนักงานเขต หรืออำเภอที่ตั้งอยู่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

8. ภาษีป้าย

       ภาษีป้ายคือภาษีที่เก็บจากป้าย ซึ่งคิดตามขนาดของป้าย แต่เริ่มต้นที่ 200 บาทสำหรับป้ายที่ไม่ได้รับการยกเว้น ภาษีป้ายจะต้องยื่นที่สำนักงานเขต หรืออำเภอที่ตั้งอยู่ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

9. อากรแสตมป์

       อากรแสตมป์เป็นภาษีที่ต้องเสียเมื่อทำธุรกรรมบางอย่าง (มี 28 อย่าง) เช่น สัญญาเช่าที่ เช่าซื้อ จ้างทำของ หรือการกู้ยืมเงิน เป็นต้น โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีคือ ผู้ให้เช่า หรือผู้ให้กู้ โดยสามารถชำระเป็นอากร (ซื้อได้ที่กรมสรรพากร) หรือเป็นเงินสด (ในตราสารบางประเภท และต้องขออนุมัติด้วย อ.ส.4 ก่อน)



เขียนโดย ภีม เพชรเกตุ

ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK จากโครงการ True Incube ในกลุ่มทรู คอร์เปอเรชั่น, ชนะเลิศโครงการ Angel in the City 2014 ขององค์การส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ, Microsoft BizSpark Plus Partner, และได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้ธุรกิจคุณไปได้ไวและไกลกว่า

ท่านสามารถทดลองใช้งานได้ที่ ทดลองใช้ฟรี

https://peakaccount.com/ 

Peak Account เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยให้เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้ใช้ข้อมูลบัญชีการเงินเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากขึ้น ช่วยให้สามารถผู้ใช้ข้อมูลสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยพลังของเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมกับการออกแบบที่ยอดเยี่ยม PeakEngine ยังสวยงาม ใช้งานง่าย รวดเร็ว และที่สำคัญคือ ปลอดภัย PeakEngine ได้รับรางวัลและการสนับสนุนมากมาย ทั้งจาก True Corporation, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), องค์กรส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ (SIPA) และ Microsoft BizSpark