null

0

รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี

รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี


2019-08-02 11:00:05

สิ่งที่กวนใจ และสร้างความคับแค้นใจให้กับผู้ประกอบการผู้แสวงหาความเป็นธรรมในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลก็คือ ค่าใช้จ่ายบางอย่าง หรือหลายๆอย่าง “เอามาหักไม่ได้” เพราะว่ามันเป็น “ค่าใช้จ่ายต้องห้าม!” แล้วทำไม “ต้องห้าม” ด้วยล่ะ? 



          “ก็จ่ายไปจริงๆนิ จะมาห้ามอะไรนักหนา ทีรายได้ไม่เห็นจะมาห้ามบ้างเลย นั่นนิดนี่หน่อยก็นับเป็นรายได้ ทีค่าใช้จ่ายก็ต้องห้ามตลอด”  


          นี่เป็นคำพูดของผู้ประกอบการท่านหนึ่งที่มาปรับทุกข์กับผม เล่าถึงความทุกข์ใจที่โดนประเมินภาษีเพิ่ม เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายบางตัวนำออกไป เนื่องจากเป็นรายจ่าย “ต้องห้าม”


          อันนี้เป็นปัญหาธรรมดาที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องเจอครับ ไม่ช้าก็เร็ว เมื่อคุณทำธุรกิจไประดับหนึ่ง รายการค้าธุรกรรมต่างๆเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น จะมีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ทางภาษีไม่ยอมรับ หรือมีข้อกำหนดว่ารับได้ไม่เกินเท่าไหร่ แต่เป็นไปได้ในทางธุรกิจ หรืออีกกรณีหนึ่งคือเมื่อคุณทำธุรกิจและเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น "ความคิดสร้างสรรค์” ในการไม่เสียภาษีของคุณเริ่มมีเพิ่มคุณ คุณก็จะมี “ค่าใช้จ่ายแปลกๆ” เข้ามาซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับตามกฎหมายมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร หรือที่เรียกเข้าใจตรงกันว่า “รายจ่ายต้องห้าม”


          ซึ่งมาดูกันครับว่า “รายจ่ายต้องห้าม” คืออะไรบ้างที่พบบ่อยๆเพื่อที่เราจะได้หลีกเลี่ยง และพยายามทำให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ รายจ่ายต้องห้ามถ้าจะว่ากันตามกฎหมายจริงๆก็มีถึง 20 รายการ (หรือวงเล็บตามกฎหมาย) แต่เอาจริงๆรายการที่เราต้องเจอบ่อยๆ ก็จะมีอยู่ประมาณ 3 ประเภท ได้แก่  


1.รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา 

2.ค่ารับรอง 

3.รายจ่ายที่พิสูจไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ



 1. รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว หรือการให้โดยเสน่หา
          รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ก็แปลได้ตามชื่อเลยครับ คือค่าใช้จ่าย “ส่วนตัว” ไม่ใช่ของ “ธุรกิจ” เช่น ค่าเทอมลูก ค่าน้ำมันรถยนต์ตัวเอง ค่าเช่าห้องของเจ้าของ เป็นต้น อันนี้ก็พบได้บ่อย แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการยอมรับ และเข้าใจได้ว่ามันเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามอยู่แล้ว และค่าใช้จ่ายอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้จ่ายให้ประโยชน์กับตัวเอง แต่ให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่น ลูกพนักงานไปบวช บริษัทช่วยเงินบวชให้ หรือว่าเงินช่วยงานแต่ง งานศพของพนักงาน ในส่วนนี้ถือเป็นการให้โดยเสน่หา เป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามเช่นกัน 


          ทั้งนี้ผู้ประกอบการผู้เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการบริหารภาษีบางคนต้องการที่จะนำค่าใช้จ่ายต้องห้ามเหล่านี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ ก็ต้องทำให้ค่าใช้จ่ายนี้ไม่เป็นค่าใช้จ่าย “ส่วนตัว” หรือ “เป็นการเฉพาะ”  



[ชี้แจงก่อนอ่านต่อ: ข้อความต่อไปนี้ไม่เป็นการส่งเสริมให้ทำตามแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการเล่าสู่กันฟังว่าเท่านั้น]  



          เช่น บริษัทออกระเรียบบริษัทเพิ่มเติมว่า ผู้บริหารของกิจการ “ทุกราย” ที่อยู่ในตำแหน่งระดับ XXX ขึ้นไปมีสวัสดิการณ์เป็น “ค่าเทอมลูก” หรือสามารถ “เบิกค่านำ้มันได้ไม่เกิน XXX บาทต่อเดือน” หรือสวัสดิการณ์อื่นๆตามที่คุณต้องการ เหล่านี้สามารถทำให้ค่าใช้จ่ายของกิจการได้ โดยไม่เป็นค่าใช่จ่ายต้องห้ามแต่อย่างใดถ้าผู้บริหารที่อยู่ในตำแหน่งระดับที่คุณระบุขึ้นไปนี้จะบังเอิญมีแต่ “คุณ” หรือแฟนของคุณก็ไม่เป็นไร ยังถือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ ไม่ต้องห้าม


          แต่ถ้ามีคนใหม่เข้ามาในตำแหน่งเดียวกันก็ต้องได้รับผลประโยชน์นี้ด้วย และต้องนำผลประโยชน์เหล่านี้ไปถือเป็นเงินได้ของผู้รับเงินได้ด้วย นั้นคือคุณต้องนำค่าเทอมลูกที่บริษัทออกให้นี้ ไปเป็นรายได้ของตัวเองด้วยตอนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยนั่นเอง 


          แต่ทั้งนี้ต้องระวังไม่ให้สวัสดิการณ์กับตัวเองมากเกินไป เนื่องจากอาจจะไปเข้าเกณฑ์ “ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในส่วนที่เกินสมควร” และทำให้รายจ่ายที่เกินสมควรนี้ ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามด้วย ในส่วนที่ว่า “เกินสมควร” นี่มันเท่าไหร่? อันนี้ก็ต้องไปคุยกับสรรพากรพื้นที่ของคุณเองแล้วครับ เพราะมันอยู่ที่วิจารณญานของเจ้าหน้าที่สรรพากรผู้น่ารักแล้วครับ  



2. ค่ารับรอง

          ค่ารับรอง ที่พบบ่อยๆสุดก็เช่น การพาลูกค้าไปทานกาแฟ หรืออาหารระหว่างคุยธุรกิจ ค่ารับรองนี้จะมีข้อกำหนดบางอย่างที่เพิ่มเติมมา ไม่ใช่ให้เราสามารถเอาเงินบริษัทมาเบิกกินเอง พนักงานสั่งพิซซ่ามากินจะถือเป็นค่ารับรองไม่ได้  


          โดยค่ารับรองที่เป็นค่าใช้จ่ายได้นั้น ข้อกำหนดต่างๆ ดังนี้

1.การรับรองนั้นเป็นธรรมเนียมทางธุรกิจ และต้องมีลูกค้าได้รับบริการจากการรับรองนั้นๆด้วย (พนักงานใช้บริการคนเดียวไม่ได้)

2.ค่ารับรองจะต้องเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องโดยตรงเพื่อประโยชน์ของกิจการ เช่น ค่าอาหาร เครื่องดื่มระหว่างพูดคุยธุรกิจ

3.ผลประโยชน์ในแต่ละครั้งที่รับรองจะต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน 

4.ค่ารับรองนั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากกรรมการ/ผู้ได้รับมอบหมาย

5.ทั้งนี้เมื่อรวมค่ารับรองทั้งปีแล้วจะต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้ (ล้านละ 3 พันบาท) และไม่เกิน 10 ล้านบาท (ถ้าคุณรายได้ไม่เกิน 3.3 พันล้านบาทก็ยังไม่ต้องกังวลกฎข้อนี้ครับ แต่ถ้าคุณต้องกังวลแล้วก็ดีใจด้วยนะครับ)


          ส่วนที่เกินหรือไม่เป็นไปตามข้อกำหนด จะถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามครับ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการมักจะไปพลาดตรงไม่เกิน 0.3% ของรายได้ เนื่องจากการกินข้าวแต่ละครั้งอาจจะไม่สามารถปิดดีลได้ หรือหลายครั้งกว่าจะได้ และดีลนึงก็อาจจะไม่ได้มีมูลค่าถึง 1 ล้านบาทก็ได้ วิธีที่เราจะจัดการกับค่าใช้จ่ายต้องห้ามนี้ ไม่มีอะไรพลิกแพลงมากไปกว่าการเราต้องพยายามคุมต้นทุนด้านนี้ให้น้อยลงครับ ซึ่งผมว่าข้อกำหนดในข้อนี้ก็เป็นประโยชน์ในการควบคุมต้นทุนในกับกิจการอยู่แล้ว อยู่ที่เราต้องพยายามคุมต้นทุนด้านเองนี้ด้วย และอาจจะพยายามหาวิธีการอื่นในการบันทึกค่าใช้จ่ายไป  



3. รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

          รายจ่ายที่พิสูจน์ผู้รับไม่ได้ ถือเป็นหนึ่งในรายจ่ายต้องห้ามที่มีมูลค่าสูงที่สุด เพราะหลายๆครั้งเราก็ต้องซื้อสินค้า/บริการจากผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือร้านค้าข้างทางซึ่งปกติธรรมดาเค้าก็ไม่ได้ทำใบเสร็จรับเงินให้เราอยู่แล้ว ทำให้เราไม่มีเอกสารที่จะสามารถพิสูจน์ผู้รับเงินได้ ซึ่งจริงๆก็มีวิธีแก้ไขครับ  


          หลักของสรรพากรก็คือ "เราต้องได้ว่าจ่ายให้ใครได้ ใครเป็นผู้รับเงิน” ดังนั้น ถ้าเรามีหลักฐานการรับ/จ่ายเงินก็จบ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินผ่านทางธนาคารมี payment slip ว่าจ่ายไปที่ไหน การจ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือการมีใบสำคัญจ่ายที่มีชื่อผู้รับระบุไว้พร้อมลายเซ็น หรือมีสำเนาบัตรประชาชนไว้ ก็ถือว่าสามารถรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ในส่วนนี้โปรแกรม PEAK มีระบบในการพิมพ์ใบบันทึกรายจ่ายที่มีช่องให้ผู้รับเงินเซ็นชื่อรับเงินได้ คุณก็สามารถทำให้ค่าใช้จ่ายที่ผู้รับเงินไม่ออกหลักฐานการรับเงิน มาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อย่างง่ายๆ ไม่ต้องกลัวว่าเอกสารจะไม่สมบูรณ์อีกต่อไป 



          เห็นไหมครับว่า ถ้าเราเข้าใจกฎหมาย และรู้ว่ารายจ่ายแบบไหนเป็นรายจ่ายต้องห้าม แบบไหนไม่เป็นรายจ่ายต้องห้าม คุณก็สามารถบริหารภาษีของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วยและทางที่ดีคุณควรจะมีเครื่องมือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ที่ช่วยให้คุณทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

สามารถทำงานได้จากที่ไหนก็ได้ อุปกรณ์อะไรก็ได้ ขอแค่มีอินเตอร์เน็ต มีใบบันทึกรายจ่าย ที่ช่วยให้คุณเป็นหลักฐานในการบันทึกค่าใช้จ่าย และที่สำคัญ โปรแกรมบัญชี PEAK ยังมาพร้อมบริการสนับสนุนอันดีเยี่ยม และมีให้คำปรึกษาทั้งด้านบัญชี หรือภาษีสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจ จากผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย

Peak Account เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยให้เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้ใช้ข้อมูลบัญชีการเงินเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากขึ้น ช่วยให้สามารถผู้ใช้ข้อมูลสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยพลังของเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมกับการออกแบบที่ยอดเยี่ยม PeakEngine ยังสวยงาม ใช้งานง่าย รวดเร็ว และที่สำคัญคือ ปลอดภัย PeakEngine ได้รับรางวัลและการสนับสนุนมากมาย ทั้งจาก True Corporation, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), องค์กรส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ (SIPA) และ Microsoft BizSpark