null

0

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร หักยังไง

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร หักยังไง


2019-08-20 18:01:10

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร หักยังไง

      คำถามนึงที่พบบ่อยมากๆ ตอนที่ผมทำงานเป็นที่ปรึกษาบัญชีภาษีให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ ก็คือ เรื่อง “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” แล้ว “หัก ณ ที่จ่าย” นี่มันหักกันยังไงละ?ทำไมต้องหัก? แล้วหักยังไง? เท่าไหร่? วันนี้จะได้รู้กันครับ


       ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็คือ “เงิน” ที่ผู้จ่ายเงิน “หัก” ไว้ก่อนที่จะจ่ายให้กับผู้รับเงิน แล้วเอาเงินนั้นไปให้กับรัฐ นั่นทำให้ผู้รับเงินไม่ได้รับเงินเต็มจำนวนครับ แต่จะได้เงินบวกกระดาษแผ่นนึงที่เรียกว่า “หนังสือรับรองหีก ณ ที่จ่าย”ส่วนผู้จ่ายเงินยังต้องจ่ายเต็มนะครับ เพียงแต่จ่ายให้กับผู้รับเงินโดยตรงส่วนนึง แล้วให้สรรพากรอีกส่วนนึง


ภาษีหัก ณ ที่จ่าย มีไว้ทำไม?

       ตามหลักเกณฑ์ของสรรพากรบอกไว้ว่า เพื่อลดภาระผู้เสียภาษี ไม่ต้องเสียภาษีเยอะๆ ทีเดียวตอนปลายปีครับ แต่ว่าถ้ามองในอีกแง่ คือ เค้ากลัวเราเบี้ยวเงินภาษีเงินได้ปลายปีมากกว่า กลัวไม่มีตังจ่าย ก็เลยทยอยๆ รับเงินไว้เลย ตอนที่เราได้รับเงินนั้นเอง


ใครต้องหัก ณ ที่จ่าย แล้วนำส่งสรรพากร?

       หลายคนอาจจะคิดว่าเฉพาะบริษัท หรือนิติบุคคลเท่านั้นที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย แต่จริงๆไม่ใช่นะครับ ใครจะหัก ณ ที่จ่ายนั้นขึ้นอยู่กับประเภทรายการที่คุณจ่ายครับ นั่นคือคุณจ่ายค่าอะไร เช่น ถ้าคุณจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ดังนั้นแม้ว่าคุณจะเป็นบุคคลธรรมดา เช่น เปิดร้านแต่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล มีพนักงาน จ้างคนมาเฝ้าร้าน คุณก็ต้องหัก ณ ที่จ่ายค่าจ้างนั้น แล้วนำส่งสรรพากรด้วยนะครับ ถ้าเข้าเกณฑ์ที่ต้องหัก


       สรุป ผู้ที่จะต้องหัก ณ ที่จ่ายเป็นได้ตั้งแต่ผู้จ่ายเงินที่เป็น ตาสีตาสา ผู้ประกอบการทั่วไป บริษัทห้างร้าน สมาคม จนถึงองค์กรของรัฐ ขึ้นอยู่กับจ่ายเป็นค่าอะไร และผู้ที่ถูกหัก นั้นต้องเสียภาษีหรือไม่


ใครต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย?

      “ผู้ที่ต้องเสียภาษีทุกคนต้องถูกหัก”  ครับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล
อีกนัยนึงก็คือ ถ้าคุณไม่เข้าข่ายที่จะต้องเสียภาษี ก็ไม่จำเป็นต้องถูกหักครับ บอกคู่ค้า หรือผู้ที่จ่ายเงินให้คุณด้วยถ้าเค้าไม่รู้ หรือถ้าคุณถูกหักไว้แล้วก็ขอคืนได้ เช่น ประกอบธุรกิจที่ได้  BOIหรือ มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี พวกนี้ไม่ต้องเสียภาษี ก็ไม่ต้องถูก หัก ณ ที่จ่ายครับ


      สำหรับผู้ประกอบการคุณจะมีโอกาสเป็นทั้งคนที่ไปหักเค้า หรือคนที่ถูกเค้าหัก ทั้ง2กรณี มาดูกันว่าค่าอะไรต้องหักเท่าไหร่กันบ้าง ผมจะยกตัวอย่างมาเฉพาะที่เจอบ่อยๆในการทำธุรกิจปกตินะครับ รายการแปลกๆไปดูเพิ่มเติมได้ที่กรณีผู้รับเป็นบุคคลธรรมดากรณีผู้รับเป็นนิติบุคคล


ต้องหักเมื่อไร?

       เมื่อจ่ายเงินที่เกิน 1,000 บาทในคราวเดียว หรือหลายคราวรวมกันก็แล้วแต่ เช่นถ้าคุณแบ่งจ่ายบริการมูลค่า 1,200 บาท 2 ครั้ง ครั้งละ 600 บาท คุณต้องหักไว้ทั้ง 2 ครั้งด้วย แม้แต่ละครั้งจะไม่เกิน 1,000บาท



รายการอะไรบ้างที่เราต้องหัก และนำส่ง เมื่อจ่ายให้บุคคลธรรมดา


1. เงินเดือน ค่าจ้าง (เงินได้ประเภทที่ 1)

       อันนี้ชัดเจนครับ ถ้าคุณจ่ายเงินให้พนักงาน หรือคนที่จ้างทำงานให้ อันนี้ให้หัก ณ ที่จ่ายไว้ด้วยนะครับ

       ต้องหัก เท่าไหร่: ต้องคำนวณเงินได้ทั้งปี หักค่าลดหย่อนต่างๆ แล้วหักตามอัตราก้าวหน้า เหมือนกับคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ เป็นไปได้ตั้งแต่  0คือไม่หักเลย หรือเป็นเท่าไหร่ก็แล้วแค่คำนวณครับ วิธีการคำนวนแนะนำให้ถามนักบัญชี หรือฝ่ายบุคคลดูนะครับ หรือถ้ามีเวลาจะเขียนการคำนวณในอีกบทความต่อไป
แบบภาษีที่ต้องใช้นำส่ง: ภ.ง.ด.1 ต้องนำส่งสรรพากรภายใน: วันที่7ของเดือนถัดไป หรือวันที่15หากยื่นออนไลน์ ถ้าติดวันหยุดก็เป็นวันทำการถัดไป

       ผู้ที่ต้องหัก: ผู้จ่ายทุกคน บุคคลธรรมดาก็ต้องหัก


2. จ้างทำงานให้ (เงินได้ประเภทที่ 2)

       ถ้าคุณจ่ายเงินให้บุคคลธรรมดา ที่เค้ารับทำอะไรบางอย่างให้ เช่น เป็นนายหน้าขายของ ได้ส่วนแบ่งค่าคอม หรือรับทำ หรือให้บริการอะไรบางอย่าง
ต้องหัก เท่าไหร่: เหมือนข้อ1เลยครับ แบบภาษีที่ต้องใช้นำส่ง: ภ.ง.ด.1 ต้องนำส่งภายใน: วันที่ 7ของเดือนถัดไป หรือวันที่15หากยื่นออนไลน์ ถ้าติดวันหยุดก็เป็นวันทำการถัดไป

       เพิ่มเติม: หลายคนอาจจะคิดในใจว่า รับจ้างทำงานให้ ไม่ใช่รับทำของแล้วหัก3%หรอ??ตรงนี้แหละครับที่เริ่มจะต้องใช้การตีความและข้อเท็จจริงบางอย่างเพื่อแบ่งระหว่างจ้างทำของ กับรับจ้างทำงานให้
       ผู้ที่ต้องหัก: ผู้จ่ายทุกคน บุคคลธรรมดาก็ต้องหัก

       ความแตกต่างระหว่างจ้างทำของกับรับทำงานให้นั่นแยกได้ไม่ยากมากครับ นั่นคือ จ้างทำของผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ หรือเครื่องมือที่สำคัญในการทำงานเอง ผู้จ่ายเงินไม่ได้หามาให้ อันนี้ถือเป็นการทำธุรกิจแบบนึง ในกรณีนี้หัก3%ครับ แต่ว่าถ้าเป็นการขายของให้ หรือจ้างเป็นเซลให้ส่วนแบ่งการขาย อันนี้ให้คำนวณเหมือนเค้าเป็นพนักงานเลยครับ เพราะว่าไม่ได้เป็นการใช้อุปกรณ์อะไรเป็นการเฉพาะ


3. จ้างทำของ / จ้างรับเหมา (เงินได้ประเภทที่ 7/8)

       ตามที่ได้อธิบายไว้ด้านบนครับ ถ้าคุณจ้างใครทำอะไรให้ แล้วเค้าต้องใช้อุปกรณ์อะไรของเค้าเอง เช่น จ้างเขียนโปรแกรม เค้าต้องไปหาคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่ใช้เขียนเอง อันนี้ก็ถือเป็นการจ้างทำของ หรือถ้าคุณจ้างออกแบบให้ เค้าต้องไปหาคอมพ์และโปรแกรมออกแบบเองอันนี้ก็ถือเป็นการจ้างทำของ แต่ถ้าคุณมีอุปกรณ์อะไรให้ครบครั้น แล้วให้เค้าออกแบบให้เฉยๆ อันนี้ถือว่าเป็นการจ้างทำงานให้ (เงินได้ประเภทที่2)ฟังดูไม่ยากใช้มั้ยครับ?แบ่งง่ายๆ ว่าใครให้ใช้อุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำงานนั้นๆ ให้สำเร็จ
ต้องหัก เท่าไหร่: 3%
แบบภาษีที่ต้องใช้นำส่ง: ภ.ง.ด.3
ต้องนำส่งภายใน: วันที่7ของเดือนถัดไป หรือวันที่15หากยื่นออนไลน์ ถ้าติดวันหยุดก็เป็นวันทำการถัดไป
      ผู้ที่ต้องหัก: บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล


4. จ้างบริการวิชาชีพอิสระ (เงินได้ประเภทที่ 6)

       คุณอาจจะต้องจ้างผู้สอบบัญชี หรือทนายความบ้างในการทำธุรกิจ หรืออาจจะมีจ้าง

       ต้องหัก เท่าไหร่: 3% 

       แบบภาษีที่ต้องใช้นำส่ง: ภ.ง.ด.3 

       ต้องนำส่งภายใน: วันที่ 7 ของเดือนถัดไป หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์ ถ้าติดวันหยุดก็เป็นวันทำการถัดไป 

       ผู้ที่ต้องหัก: บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล


5. ค่าเช่า (เงินได้ประเภทที่ 5)

       ถ้าคุณเช่าออฟฟิศจากบุคคลธรรมดา คุณต้องไม่ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยนะครับ

       ต้องหัก เท่าไหร่: 5% 

       แบบภาษีที่ต้องใช้นำส่ง: ภ.ง.ด.3 

       ต้องนำส่งภายใน: วันที่ 7 ของเดือนถัดไป หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์ ถ้าติดวันหยุดก็เป็นวันทำการถัดไป 

       ผู้ที่ต้องหัก: บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
       เพิ่มเติม: คุณอาจจะเคยเจอว่าผู้ให้เช่าเค้าจะรับเงินเต็มๆ ไม่ให้หัก ณ ที่จ่าย!! อันนี้เป็นเรื่องน่าลำบากใจมากครับ คุณมี 3 ตัวเลือกที่จะทำ
       1) คุณเป็นผู้ออกภาษีแทนให้ แล้วนำส่งแบบตามปกติต่อไป แต่ก็เหมือนกับค่าเช่าคุณแพงขึ้นไปอีกประมาณ 5% แต่ธุรกิจคุณจะปลอดภัยจากค่าปรับภาษี และไร้จุดอ่อนไม่ให้สรรพากรโจมตีได้
       2) หาที่เช่าใหม่ นี่มันไม่ถูกต้อง!! ชั้นไม่ออกภาษีให้หรอก!
       3) นิ่งๆ ไม่หักก็ไม่หัก เงียบๆ ไว้จะเลือกทางไหนก็แล้วแต่คุณแล้วกันครับเมื่อจ่ายให้นิติบุคคล


6. จ้างทำของ/จ้างรับเหมา/บริการต่างๆ (เงินได้ประเภทที่ 7/8)

       อันนี้เป็นกรณี่เกิดขึ้นบ่อยสุดแล้วครับ คือหัก ณ ที่จ่ายสำหรับบริการธุรกิจต่างๆ หัก 3% ใช้กันจนจะลืมว่ามี อัตราอื่นๆ กันแล้ว

       ต้องหัก เท่าไหร่: 3% 

       แบบภาษีที่ต้องใช้นำส่ง: ภ.ง.ด.53 

       ต้องนำส่งภายใน: วันที่ 7 ของเดือนถัดไป หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์ ถ้าติดวันหยุดก็เป็นวันทำการถัดไป 

       ผู้ที่ต้องหัก: บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล


7. ค่าเช่า (เงินได้ประเภทที่ 5)

       ถ้าคุณเช่าออฟฟิศจากนิติบุคคล อันนี้ก็เหมือนๆ กับเช่าจากบุคคลธรรมดาแหละครับ ต่างกันแค่แบบ

       ต้องหัก เท่าไหร่: 5% 

       แบบภาษีที่ต้องใช้นำส่ง: ภ.ง.ด.53 

       ต้องนำส่งภายใน: วันที่ 7 ของเดือนถัดไป หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์ ถ้าติดวันหยุดก็เป็นวันทำการถัดไป 

       ผู้ที่ต้องหัก: บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล


8. ค่าโฆษณา (เงินได้ประเภทที่ 8)

       ถ้าคุณจ้างบริษัทโฆษณาต่างๆ ให้โฆษณาให้ คุณต้องหัก ณ ที่จ่ายดัวยนะครับ แต่อัตราอาจจะแปลกๆ กว่าอันอื่นๆ หน่อย 

       ต้องหัก เท่าไหร่: 2% แบบภาษีที่ต้องใช้นำส่ง: ภ.ง.ด.53 ต้องนำส่งภายใน: วันที่7ของเดือนถัดไป หรือวันที่15หากยื่นออนไลน์ ถ้าติดวันหยุดก็เป็นวันทำการถัดไป ผู้ที่ต้องหัก: บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล


9. ค่าขนส่ง (เงินได้ประเภทที่ 8)

       ถ้าคุณจ้างบริษัทขนส่ง "ไม่สาธารณะ" ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการขนส่ง หัก ณ ที่จ่ายแค่ร้อยละ 1 นะครับ อย่าหัก3% เดี๋ยวของคุณจะไปไม่ถึงปลายทาง 

       ต้องหัก เท่าไหร่: 1% 

       แบบภาษีที่ต้องใช้นำส่ง: ภ.ง.ด.53

       ต้องนำส่งภายใน: วันที่ 7 ของเดือนถัดไป หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์ ถ้าติดวันหยุดก็เป็นวันทำการถัดไป

       ผู้ที่ต้องหัก: บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล


เรียบเรียง โดย ภีม เพชรเกตุ

ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารของโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK จากโครงการ True Incube ในกลุ่มทรู คอร์เปอเรชั่น, ชนะเลิศโครงการ Angel in the City 2014 ขององค์การส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ, Microsoft BizSpark Plus Partner, และได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้ธุรกิจคุณไปได้ไวและไกลกว่า

ท่านสามารถทดลองใช้งานได้ที่ ทดลองใช้ฟรี

Peak Account เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยให้เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้ใช้ข้อมูลบัญชีการเงินเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากขึ้น ช่วยให้สามารถผู้ใช้ข้อมูลสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยพลังของเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมกับการออกแบบที่ยอดเยี่ยม PeakEngine ยังสวยงาม ใช้งานง่าย รวดเร็ว และที่สำคัญคือ ปลอดภัย PeakEngine ได้รับรางวัลและการสนับสนุนมากมาย ทั้งจาก True Corporation, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), องค์กรส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ (SIPA) และ Microsoft BizSpark