null

0

ภาษีระบบ E-Payment

ภาษีระบบ E-Payment


2019-08-15 12:40:04

           วันนี้ PEAK ขอมาเล่าเรื่อง "ภาษีระบบ e-Payment" ที่กำลังโด่งดังในขณะนี้ ภาษีออนไลน์ เป็นยังไงกันแน่ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ อย่าเพิ่งตกใจ มาดูกันว่าเตรียมตัวยังไงได้บ้าง ภาษีระบบE-Payment ขอไม่ใช้ภาษากฎหมาย แต่ใช้ภาษาบ้านๆ ให้อ่านได้รู้เรื่องนะครับ


ใครมีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูล?

3 กลุ่มที่ต้องรายงานข้อมูลบัญชีของคุณให้กับกรมสรรพากร



กลุ่มที่ 1   แบงค์พาณิชย์ต่างๆ


กลุ่มที่ 2   สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน, ธกส. 


กลุ่มที่ 3   ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน เช่น Payment Gateway เช่น True Wallet



มาถึง Highlight ครับ!!! ข้อมูลแบบไหนที่จะถูกนำส่ง


ถ้าคุณมีรายการรับฝาก โอนเงินเข้าบัญชี (ไม่นับรายการจ่ายออก) ภายใต้ชื่อบัญชีของคุณเอง หรือบัญชีชื่อคุณร่วมกับผู้อื่น


> มีจำนวนรายการรับเงิน > 3,000 รายการใน 1 ปี ไม่ว่าจะมีมูลค่ารวมกันเท่าไหร่ ข้อมูลจะ “ถูกส่ง” ให้กรมสรรพากร


> ถ้ามีรายการ < 400 รายการใน 1 ปี ไม่ว่าจะมีมูลค่ารวมกันเท่าไหร่ข้อมูลจะ "ไม่ถูกส่ง” ให้กรมสรรพากร


ถ้ามีจำนวนรายการมากกว่า 400 รายการ และมูลค่ารวมกันเกิน 2  ล้านบาท ข้อมูลจะ “ถูกส่ง” ให้กรมสรรพากรด้วยเช่นกัน


> ถ้ามีจำนวนรายการ 401-3,000 รายการ และมีมูลค่ารวมน้อยกว่า 2 ล้านบาท ข้อมูลจะ "ไม่ถูกส่ง” ให้กรมสรรพากร



ดังนั้นถ้ารายการน้อยๆ หรือมูลค่าน้อยๆก็สบายใจได้ว่าคุณจะไม่ถูกตรวจสอบ!! แต่คุณอาจจะควรจะกังวลว่าไม่มีเงินใช้มากกว่า

ช้าก่อน!!

     ต่างกับที่หลายสื่อพยายามสร้างความแตกตื่นเพื่อขายข่าว กรมสรรพากรโดยนายปิ่นสาย สุรัสวดี ชี้แจงว่า "การรับโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารนั้นมิได้หมายความว่าเงินจำนวนทั้งหมดต้องนำไปเสียภาษี" "เนื่องจากในหลายกรณีมิได้เป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี เช่น การคืนเงินกู้ยืม การรับเงินที่ฝากไปทำบุญแทน เป็นต้น" "โดยกรมสรรพากรจะนำข้อมูล ที่ได้รับไปประมวลผลร่วมกันกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อประกอบการจัดกลุ่มผู้เสียภาษีในการดูแลและให้บริการ ที่เหมาะสมต่อไป”


สรุปสั้นๆว่า สรรพากรก็ไม่ได้โง่ เขาเข้าใจเหมือนกันว่า มีการกู้ยืม หรือเงินรับฝากทำบุญ และเงินที่เข้าบัญชี ไม่ใช่ รายได้+


พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ ทำอย่างไร


วิธีการรับมือ1 :พ่อค้าแม่ค้าต้อง "แยกบัญชีส่วนตัว ออกจากบัญชีธุรกิจ"

     อันนี้ไม่ใช้เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป เพราะว่าถ้าคุณค้าขายของ แต่บัญชีใช้ปนกันไปหมด ถ้าถูกตรวจสอบจริงๆจะชี้แจงได้ลำบาก การแยกบัญชีรับจ่ายส่วนตัว กับธุรกิจออกจากกันเป็นวิธีการทำบัญชีเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดที่ทุกคนทำได้



วิธีการรับมือ 2 : ทำบัญชีให้ถูกต้องแน่นอน 

      ถ้าทำธุรกิจก็ต้องทำบัญชี ถ้าเราทำบัญชีให้ถูกต้อง ครบถ้วน ประโยชน์จะไม่ใช่แค่เรื่องการชี้แจงต่อกรมสรรพากรแต่คือพ่อค้าแม่ค้าเอง สามารถนำข้อมูลบัญชีไปใช้ในการขอสินเชื่อ หรือใช้ในการบริหารได้ ตอนนี้หลายๆ ธนาคารก็สามารถให้สินเชื่อกับธุรกิจSMEsแม้จะดำเนินธุรกิจในนามบุคคล แต่คุณจำเป็นต้องมีการทำบัญชีให้เหมาะสมด้วย



วิธีการรับมือ 3 : จดบริษัทแยกออกมา

      สุดท้าย ถ้าคุณต้องการทำธุรกิจจริงๆจังๆ และต้องการให้ธุรกิจคุณเติบโตไปเป็นแหล่งรายได้ที่คุณสามารถขยายได้ในอนาคตPEAKแนะนำให้คุณจดทะเบียนบริษัทแยกออกมา เนื่องจากภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่ำกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาก

      ตอนนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดอยู่ที่ 20% ของกำไรในขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 35% ของเงินได้สุทธิและอีกส่วนที่สำคัญคือนิติบุคคลสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ตามที่ทำบัญชี (โดยทั่วไป เสียภาษีจากกำไร ที่คิดเป็น 10-20% ของรายได้)ในขณะที่เงินได้บุคคลธรรมดาหัก ค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ซึ่งเท่ากับเสียภาษีจากกำไร 40% ของรายได้



ดังนั้น ทำในรูปแบบบริษัทคุ้มกว่าในด้านภาษี นี่ยังไม่นับสินเชื่อธุรกิจที่มีอัตราที่ถูกกว่าบุคคลธรรมดาอยู่ด้วย


หลักของกฎหมายจุดประสงค์องเรื่องนี้ ก็คือ "สร้างความเป็นธรรมในการเสียภาษี”


     เอ๊ะ ..."สร้างวามเป็นธรรม" อย่างไร?ประเด็นที่สรรพากรได้ให้ไว้ คือ ข้าราชการ พนักงานบริษัท เงินเดือน 2-3 หมื่นบาท ต้องเสียภาษี เพราะว่าฝ่ายบุคคลของบริษัท หักนำส่งไว้ตามหน้าที่ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์บางคนที่ขายของให้พนักงานเงินเดือนเหล่านี้ ยอดขายเดือนละเป็นแสนๆ กำไรหลายๆหมื่นบาท หรือบางคนกำไรเป็นแสนเป็นล้านบาทต่อเดือน กลับไม่เสียภาษีเลย!ในยุคที่e-Commerceเฟื่องฟูในปัจจุบัน คนก็จะมาซื้อขายกันออนไลน์มากขึ้น ถ้าปล่อยไว้ต่อไปทำให้ "คนมีรายได้น้อยเสียภาษีมากกว่าคนมีรายได้มาก" 


     ซึ่งคือความไม่เป็นธรรมในการเสียภาษีตามหลักการภาษีง่ายๆของทุกประเทศในโลกนี้คือ "ผู้มีเงินได้ ต้องเสียภาษี" แต่ว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์บางคนไม่ยื่นรายการเลย หรือยื่นเงินได้ไม่ครบ ครั้นจะรณรงค์ให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มาให้ข้อมูลเองโดยการยื่นภาษีให้ครบก็เป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีใครอยากเสียภาษี หรือจะบังคับให้ผู้ซื้อแจ้งสรรพากรว่าซื้อจากใครก็ลำบาก ไม่สามารถบังคับผู้บริโภคเหมือนที่บังคับบริษัทให้หัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนพนักงานได้สรรพากรจึงต้องใช้ข้อมูลทางอ้อม นั่นคือรายการรับฝาก และโอนเงินเข้าบัญชีจากสถาบันการเงินมาประกอบในการพิจารณาคำนวณภาษีแทน


สรุป คือ กรมสรรพากรบอกว่าหลักการคือ "คนมีรายได้มาก ควรจะเสียภาษีมาก คนมีรายได้น้อย ควรเสียภาษีน้อย"



















Peak Account เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยให้เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร หรือผู้ใช้ข้อมูลบัญชีการเงินเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากขึ้น ช่วยให้สามารถผู้ใช้ข้อมูลสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยพลังของเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมกับการออกแบบที่ยอดเยี่ยม PeakEngine ยังสวยงาม ใช้งานง่าย รวดเร็ว และที่สำคัญคือ ปลอดภัย PeakEngine ได้รับรางวัลและการสนับสนุนมากมาย ทั้งจาก True Corporation, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), องค์กรส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ (SIPA) และ Microsoft BizSpark